วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

ประวัติ ครูบาสิงห์โต สุธมฺโม

 

ประวัติ พระครูสีหธรรมจารีย์

(ครูบาสิงห์โต สุธมฺโม)


บทนำ

ถ้ากล่าวถึงพระอดีตอริยสงฆ์แห่งล้านนาแล้ว  คงไม่มีใครไม่รู้จักครูบาเจ้าศรีวิชัย  ผู้นำการก่อสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ  และพัฒนาวัดวาอารามอีกเป็นจำนวนมาก และในยุคถัดมาก็มีหลวงปู่แหวน สุจินโณ วัดดอยแม่ปั๋งเป็นที่พึ่งทางใจของคนไทยทั่วประเทศ แทบคาบเกี่ยวในยุคเดียวกันก็มีพระวิปํสสนาจารย์ใหญ่นาม หลวงปู่ครูบาพรหม หรือที่หลายคนเรียกท่านว่าครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ผู้สร้างหน่อเนื้อนาบุญไว้อย่างมากมาย จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ใครเลยจะรู้เล่าว่ามีพระอริยสงค์รูปหนึ่งช่างมีบุญเหนือบุญ  ที่ได้เป็นศิษย์สืบทอดบุญญาบารมีของอริยสงฆ์ทั้งสามท่านนี้ไว้... พระสงฆ์รูปนั้นก็คือ หลวงปู่ครูบาสิงห์โต  สุธมฺโม  อริยสงฆ์ลงดอยยุคปัจจุบัน.....


ชาติกำเนิดการบวช ปฏิบัติและศึกษาพระเวทย์

หลวงปู่ครูบาสิงห์โต สุธมมฺโม ศิริอายุรวม ๙๒ ปี เกิดที่ ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็นบุตรชายคนโต และคนเดียวในพี่น้อง ๕ คน ของ พ่อคำ แม่ปุ้ด ทิพย์พรหมา บ้านของท่านมีอาชีพทำนา และโยมพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาเมื่อท่านอายุ ๑๐ ขวบ หลวงปู่แก้ว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ได้รุกขมูลมาจากอีสานแล้วมาปักหลักปฏิบัติธรรม ณ.ดอยโมคคัลลาน์ ซึ่งไม่ห่างไปจากบ้านของหลวงปู่มากนัก เป็นเหตุให้โยมพ่อของท่าน ได้มีโอกาสรู้จักกับหลวงปู่แก้ว  หลวงปู่แก้วจึงขอเด็กชายสิงห์โตไปอยู่อุปฐาก หลวงปู่แหวน  เมื่อไปอยู่แล้ว หลวงปู่แหวนท่านก็สอนให้นั่งปฏิบัติธรรมอยู่กว่าขวบปี จนทำให้เด็กชายสิงห์โต เกิดความชอบ ปฏิบัติรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กนั้นยังมีใจที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากอกุศลจิต  ต่อมาเมื่อหลวงปู่แหวนได้จาริกไปที่อื่น หลวงปู่จึงขอให้โยมพ่อพาไปบวชเณรที่ วัดพระธาตุศรีจอมทอง เมื่ออายุ ๑๒ ปี  โดยมี  พระครูพุทธศาสตร์สุประดิษฐ์   วัดพระธาตุศรีจอมทอง เป็นผู้บรรพชา บวชแล้วก็อยู่ปฏิบัติ กับครูบาคันธา ณ.วัดดอยแก้ว กระทั่ง ๒ ปีถัดมา ครูบาคันธา (เจ้าอาวาสวัดดอยแก้ว ภายหลังไปปกครองวัดวังจำปา)  ก็พาท่านขึ้นไปสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และปฏิบัติธรรมร่วมกับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย  ทำให้ท่านได้มีโอกาสเรียนปฏิบัติตามแนวทางของ ครูบาเจ้าศีวิชัย จนกระทั่งแล้วเสร็จจึงกลับมาเรียนอักขระล้านนา ค้นคว้าปั๊ปสา (คัมภีร์พระเวทย์) ก่อนเดินทางไปเรียนอาคมอีสานกับหลวงปู่แก้ว เรียนอาคมสายเหนือไทยใหญ่กับ ครูบาจินา วัดท่าข้ามใต้ ที่อ.ฮอด พอกลับมาพ่อหนานตัน  ฆราวาสเรืองเวทย์แห่งดอยแก้ว ซึ่งเฝ้าดูสามเณร  สิงห์โต อยู่นาน  แล้วก็ได้ตัดสินใจถ่ายทอดสรรพวิชาทางเสน่ห์เมตตามหานิยมให้ทั้งหมด ส่วนวิชามหาอำนาจหลวงปู่ฯนั้น  ได้รับการถ่ายทอดวิชาเสือเยน (เสือสมิง) มาจากพราน กระเหรี่ยงสบเตี๊ยะ  ต่อมาจึงได้อุปสมบทที่  วัดพระธาตุศรีจอมทองโดยมี พระสุวรรณโมลี  เป็นอุปํชฌาย์ จากนั้นก็ได้ไปเรียนปฏิบัติวิปํสสนาชั้นสูงกับ ครูบาพรหม วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน สำเร็จแล้วได้ออกปฏิบัติธรรม  ณ.ดอยอินทนนท์ โปรดชาวเขาให้เลิกนับถือผีมานับถือพุทธศาสนาเป็นเวลา ๔ ปี  พอกลับมาก็ได้เป็นเจ้าอาวาส  และพัฒนาวัดดอยแก้ว  จนบริบูรณ์ดังปัจจุบัน

พระผู้นำในการพัฒนา

สร้าง โรงพยาบาลประจำ อ.จอมทอง สมัยที่ท่านได้รับการแต่งตั้ง เป็นพระอธิการสิงห์โต   เจ้าอาวาสวัดดอยแก้ว ขณะนั้นทางราชการกำลังพัฒนาสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ  หลวงปู่ครูบาสิงห์โตได้เห็นความสำคัญดังกล่าวเช่นกัน จึงได้รวบรวมศรัทธาประชาชนวัดดอยแก้วร่วมจัดหาสถานที่เพื่อสร้างโรงพยาบาลอ. จอมทองจนสำเร็จ

สร้างถนนขึ้นดอย ท่านริเริ่มก่อสร้างถนนไปสู่หมู่บ้านแม่เตี้ยะ  เพื่อให้ชาวเขาได้มีโอกาสลงมาทำมาค้าขาย และรักษาพยาบาลตอนเจ็บป่วย รวมทั้งเด็กๆนั้น จะได้รับการศึกษา  เป็นผลงานที่ทำจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน หมู่บ้านสู่ตำบล จนทางราชการเข้าร่วมช่วยเหลือ ให้เป็นถนนลาดยาง

สร้างสะพานคอนกรีต ข้ามแม่น้ำแม่กลางสู่ตัวอำเภอจอมทอง

สร้างเตาเผาศพ  โดยเปลี่ยนจากการเผากลางแจ้งแบบชาวบ้าน  เป็นเตาเผาไฟฟ้า
การพัฒนาดังกล่าวข้างต้น  นับว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทางราชการ และคณะสงฆ์ ร่วมกันถวายสมณศักดิ์ให้ท่านเป็น  พระครูสีหธรรมจารี และขอให้ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลดอยแก้วแต่ท่านปฏิเสธ

วัตรปฏิบัติ และปฏิปทา

วัตรปฏิบัตร แม้วัยจะล่วงเลยเข้าอายุ ๙๐ ปีแล้วก็ตาม  หลวงปู่ยังเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ   ตื่นตีสามทำวัตรสวดมนต์ปฏิบัติสมาธิสม่ำเสมอ  ออกเดินบิณฑบาตรทุกเช้า  แม้กระทั่งมาอยู่จ.อยุธยาก็ยังเดินบิณฑบาตรทุกวัน  ชาวบ้านเห็นแล้วศรัทธาใส่บาตรกันมาก  มีแม่ค้าปลาดุกในตลาดเจ้าพรหมใส่บาตรหลวงปู่เสร็จร้องไห้โฮเลย คนก็หันไปมองนึกว่าแกถูกปลาดุกยัก แกเห็นคนมองกันมาก ก็เลยบอกว่าปลื้มใจที่มีพระอริยสงฆ์อายุพรรษาสูงขนาดนี้มาบิณฑบาตรโปรดถึงที่ และอีกอย่างที่หลวงปู่ไม่เคยขาดคือท่านไปที่ใด หากเห็นรูปเคารพพระพุทธเจ้า เป็นอันต้องยกมือไหว้และสวดงึมงำทุกครั้ง  การขบฉันของท่านปกติจะฉันอาหารอ่อนๆมื้อเช้ามื้อเดียว แล้วฉันน้ำผึ้งกับนมสด มะนาวแต่ถ้าต้องไปงานก็อนุโลมฉันเพลด้วย  บางครั้งท่านฉันน้ำผึ้งนมสดแก้วเดียวอยู่ไป ๓ วันโดยไม่ฉันอะไรอีกเลย และร่างกายก็ยังสดชื่นเหมือนเดิม มีคนเคยถามท่านว่าไม่ฉันข้าวเพิ่มหรือ  ท่านบอกร่างกายมันไม่รับ รับแค่นี้

ปฏิปทา ใครก็ตามที่ได้กราบหลวงปู่ครูบาสิงห์โตต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเป็นพระที่ความชุ่มเย็น มากเมตตา ตามใจลูกศิษย์ทุกประการไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกยากดีมีจน  ใครขออะไรหลวงปู่ให้หมด  ให้จนบางครั้งบรรดาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดปฏิบัติท่านเดือดร้อน  ไปตามๆกัน  แต่ท่านก็ยังมีเมตตาต่อไปดังสายน้ำที่ไหลชุ่มฉ่ำตลอดปี  อย่างเช่นหลายกรณีที่เล่าต่อไปนี้

พระขี้ขอ ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่ลงรถไฟมาที่สถานีอยุธยา มีพระที่ไม่รู้จักการสมควร เข้าไปขอย่ามท่านเป็นที่ระฤก หลวงปู่ท่านก็มอบให้ จากนั้นพระอุปฐากก็ต้องเดือดร้อนไปซื้อเป้แบบของโยมจากร้านค้าใกล้ๆแถวนั้น มาใส่สิ่งของของท่านแทนย่าม เรื่องราวก็น่าจะจบลงแล้ว แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พระองค์เดิมเดินกลับมาขอเงินอีก ถ้าเป็นเราพระรูปนั้นคงโดน....แล้ว แต่นี่อะไรหลวงปู่ก็เมตตาถวายปัจจัยให้ไป หลังจากได้ปัจจัยแล้วพระองค์นั้นก็ขอประคำในคอหลวงปู่ท่านอีก  หลวงปู่ท่านก็ถอดถวายให้  พระอุปฐากของหลวงปู่ที่ไปด้วยท่านเล่าให้ญาติโยมฟังอย่างมีอารมณ์ว่าภาพที่ เห็นในวันนั้นคล้ายๆกับหลวงปู่ถูกปล้นมากกว่า ...แต่หลวงปู่บอกว่าเขาอยาก ได้ก็จะถวายให้เขาไป  เหล่าบรรดาสานุศิษย์ที่ได้ฟังเรื่องนี้ต่างกล่าวตรงกันว่าท่านคือหลวงปู่สิงห์โต  หรือพระเวสสันดรกันแน่

โยมขี้ขอ  ด้วยว่าคณะศิษยานุศิษย์ได้สร้างพระขุนแผนหลังติดจีวรเอาไว้สำหรับแจกตอบแทน หัวหน้าคณะผู้นำบุญที่จะสร้าง หอบูรพาจารย์ในภายภาคหน้าและได้นำเอาไปไว้ในห้องท่าน ให้ท่านค่อยๆลงยันต์หัวใจขุนแผนไว้ที่หลังจีวรไปที่ละองค์ และก็เรียนกำชับ หลวงปู่ไว้ว่าห้ามแจกไปก่อน  เพราะเจตนาสร้างไว้เป็นพิเศษกับผู้นำบุญเท่านั้น  เวลาผ่านไปหลายวัน ปรากฏว่าหลวงปู่เพิ่งเขียนไปได้ไม่เท่าไร  ก็มีคนผู้ไม่รู้การอันสมควรบุกเข้า ไปกราบหลวงปู่ถึงในห้องให้หลวงปู่ทำโน่นทำนี่ให้เสร็จแล้วก็ขอโน่นขอนี่จน กระทั่งจะลากลับก็เหลือบไปเห็นพระขุนแผนนี้เข้าก็ขอ ทีแรกก็ขอองค์เดียวพอได้แล้วก็ขออีก ๓ องค์หลวงปู่ท่านก็ให้ไป ทั้งๆที่คณะศิษย์ย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าแจก ท่านก็แจก และในวันนั้นปัจจัยที่มีคนถวายให้หลวงปู่ก็หายไปด้วย แต่ท่านกลับไม่อาทรร้อนใจอะไร ทำให้ศิษย์ใกล้ชิดเดือดร้อนต้องคอยระแวดระวัง และหามาตรการจัดระบบป้องกัน ปัญหาเหล่านี้

ชาวเขาขอหม้อ ที่วัดดอยแก้วนั้นมักจะมีชาวเขาลงมาขออาหารสิ่งของเครื่องใช้ในถังสังฆทานกับหลวงปู่เป็นประจำ แต่มีรายหนึ่งมาขอเครื่องครัวที่เป็นหม้อ กระทะชุดใหม่ๆยังไม่ได้ใช้ (มีคนซื้อมาถวายหลวงปู่) แทนที่หลวงปู่จะอิดออดบอกว่าให้ไม่ได้จะไว้ใช้ในกิจการของวัด  หลวงปู่กลับบอกชาวเขาผู้นั้นให้รีบนำกลับไปเร็วๆก่อนที่ลูกศิษย์ท่านจะกลับ มาเห็น เดี๋ยวจะอด

ขอทานตลาดเจ้าพรหม ตอนที่หลวงปู่ไปบิณฑบาตที่ตลาดเจ้าพรหมมีแม่ค้าประชาชนใส่บาตรกันมากมาย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านเดินผ่านขอทาน  ขอทานพนมมือขอตังค์ท่าน หลวงปู่ก็หยุดคุ้ยเขี่ยหาปัจจัยในย่ามท่าน  พวกพ่อค้าแม่ค้าที่เห็นเหตุการณนี้คงเฝ้าดูด้วยความลุ้นระทึกและต่างนึกในใจ ว่าหลวงปู่คงจะหาเหรียญหรือแบงก์ ๒๐ อยู่เป็นแน่แท้ แต่ที่ไหนได้หลวงปู่เขี่ยหาจนเจอแบงก์ร้อยส่งให้ขอทานไป เท่านั้นหล่ะเสียงสาธุดังลั่นตลาดทีเดียว  ส่วนขอทานถึงกับน้ำตาซึม

ขอให้ตามลูกตามผัวตามเมีย หลายคนที่ประสบเคราะห์กรรมครอบครัวมีปัญหาลูกหนี ผัวทิ้ง เมียจาก เดือดเนื้อร้อนใจกินไม่ได้นอนไม่หลับมาขอให้หลวงปู่ช่วย ท่านก็สงเคราะห์ให้ถ้วนทั่วทุกรายไปจนกระทั่งปัจจุบันอายุท่าน ๙๐ ปี สุขภาพร่างกายท่านเริ่มอ่อนล้าทำมากไม่ค่อยไหวแล้ว ท่านจึงนำวิชาที่เรียนมาทำตะกรุดเทพรำจวนเป็นสื่อให้ไปเรียกกันเอง ตะกรุดนี้โด่งดังมากมีคนเอาไปเรียก แม้กระทั่งลูกหนี้ให้มาชำระหนี้

ขอให้ครอบหัวบรมครูปู่ฤๅษี ๑๐๘ หัวบรมครูปู่ฤๅษีนี้เป็นหัวศักดิ์สิทธิ์ได้รับการปลุกเสกประสาทพรจาก ๑๐๘ เกจิ อาจารย์สายหลักของเมืองไทย ผู้ใดได้ครอบแล้วราวกับว่าได้รับการครอบจากเกจิ อาจารย์ ๑๐๘ รูปในเวลาเดียวกัน  ดังนั้นระหว่างครอบตั้งใจอธิษฐานให้ดีประสพความสำเร็จทุกรายไป  ทำให้วันหนึ่งๆมีผู้เดินทางมาขอให้ท่านครอบเป็นจำนวนมาก เวลาหลวงปู่ท่านครอบต้องเอื้อมมือยืดหลังเป็นเหตุให้ร่างกายวัย ๙๐ ปี ของท่านเมื่อยล้า แต่หลวงปู่ก็ยังคงอดทนทำให้กับทุกคนอยู่ตลอด ทำให้คณะศิษย์ขอร้องหลวงปู่ให้เมตตาทำเฉพาะพิธีสำคัญเท่านั้นเพื่อเป็นการ รักษาสุขภาพ  ปรากฏว่าหลวงปู่ยืนยันว่ายังทำไหว และจะทำทุกวันจนกว่าจะไม่ไหว


ขอให้นั่งหนัก ด้วยว่าพระเก๋ผู้อุปฐากหลวงปู่เป็น ชาวอยุธยารู้จักเชื่อมโยงกับวัดอโยธยาผ่านโยมคนหนึ่ง ไวยาวัจกร วัดนี้ต้องการพระอริยสงฆ์มาจำพรรษาเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาดึงดูดญาติโยมเข้ามาร่วมสร้างบุญกับวัด จึงอาราธนาหลวงปู่มาจำพรรษา หลวงปู่ก็ได้มีความเมตตาตอบตกลงมานั่งหนัก (นั่งเป็นประธานพัฒนา) ที่วัดอโยธยา จ.อยุธยา

ความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิปาฏิหารย์ในหลวงปู่ครูบาสิงห์โต

ตาทิพย์ พระเก๋ผู้อุปฐากหลวงปู่เล่าว่า เห็นคนมาขอเกศาหลวงปู่กันมาก ตนเองจึงอยากได้บ้าง  จึงวางแผนจะยักเก็บขึ้นไว้ขณะที่ปลงผมหลวงปู่  พอถึงวันโกน จึงทำตามที่คิดไว้คือยืนข้างหลังหลวงปู่ แล้วปลงจากนั้นทำทีเป็นเอามีดโกนเคาะขันน้ำ  เพื่อล้างเอาผมออกแต่ความจริงแอบเอากระดาษชำระห่อไว้  ปรากฏว่า หลวงปู่ท่านพูดขึ้นมาโยมเขาขอเอาไว้ ให้โยมเขาไปก่อน จึงสรุปว่าท่านนั่งหันหลังอยู่จะรู้ได้อย่างไรถ้าไม่มีตาทิพย์  ส่วนเหตุการณ์อีกทำนองหนึ่งที่พบเป็นประจำคือหลวงปู่บอกใบ้ เช่น นัดญาติโยมที่มาขอของศักดิ์สิทธิ์นัดให้มารับวันไหน  เลขวันนั้นหล่ะถูกแน่นอน หรือการให้วัตถุมงคลโยม บางทีตอนแรกให้ ๒ ชิ้น เดี๋ยวเรียกมารับอีก ๓ ชิ้น นั่นหล่ะเลขสองหลัก  บางทีใครมาถวายปัจจัยให้ท่าน  ท่านก็ทอนคืนฝากไปทำบุญให้วัดอื่น ตัวเลขที่ฝากไปทำบุญนี่หล่ะ    สำคัญนักได้กันมามากแล้ว  ที่ดินบางแห่งทำมาค้าขายไม่ดีหลวงปู่ไปสวดมนต์แก้ให้  พอขึ้นรถกลับหลวงปู่จะเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ที่นั้นมีอะไร แล้วหลวงปู่แก้อย่างไร......

หูทิพย์  ปัจจุบัน ด้วยวัยอันชราภาพของหลวงปู่ หูของท่านเริ่มตึง  ถ้าใครสนทนากับท่านด้วยน้ำเสียงปกติท่านจะไม่ได้ยิน  แต่เกือบทุกครั้งที่พวกศิษย์ใกล้ชิดจับกลุ่มคุยกันอยู่ห่างๆแต่มีเรื่องไป พาดพิงถึงท่านปรากฏว่าท่านกลับได้ยิน แล้วพูดตอบโต้ออกมา พวกศิษย์จึงไม่กล้านินทาหลวงปู่ เพราะท่านใช้หูทิพย์ฟัง....

กายทิพย์ มีอยู่ครอบครัวหนึ่งศรัทธาหลวงปู่เป็นอย่างมาก มากราบเกือบทุกวัน ศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่จึงสอบถามว่า รู้จักหลวงปู่ได้อย่างไร ตัวภรรยาเลยเล่าให้ฟังว่า ปกตินั่งสมาธิเป็นประจำอยู่ทุกวันแต่มีคืนหนึ่งเห็นหลวงปู่ในสมาธิ  พอรุ่งขึ้นมีเพื่อนเอารูปภาพบูชาที่หลวงปู่ แจกกับญาติโยมไปโชว์ให้ดู พอเห็นแล้วถึงกับขนลุกทีเดียวเพราะเพิ่งเห็นเมื่อวานในสมาธิ จึงรีบให้เพื่อนพามากราบหลวงปู่ จากนั้นก็มาเองเกือบทุกวัน นับถือหลวงปู่มากเพราะหลวงปู่มีกายทิพย์

วาจาสิทธิ์ หลายท่านเดินทางมาแสนไกลเพราะต้องการเพียงน้ำลายไอปากจากหลวงปู่  อยากได้ยินคำพรที่หลวงปู่บอกให้รวยๆๆกันทั้งนั้น บางคนไม่เคยถูกหวยพอฟังแล้วก็กลับไปถูกหวย บางคนกิจการไม่ดีพอฟังกลับไปแล้วก็ดี  บางคนทำงานมานานขั้นไม่เคยได้เลื่อนกลับไปก็ได้เลื่อน  ยิ่งโดยเฉพาะหลวงปู่ฯท่านให้พรเวลาครอบหัวบรมครูปู่ฤาษี ๑๐๘ ด้วยแล้ว ยิ่งศักดิ์สิทธิ์นัก

หุงสีผึ้งเดือดโดยไม่ใช้ไฟ ทุกครั้งที่หลวงปู่สิงห์โตจะเคี่ยวสีผึ้งหม้อใหญ่ท่านจะทำหัวสีผึ้ง ๑ ถ้วยตะไลไว้เป็นหัวเชื้อ โดยหุงอยู่บนฝ่ามือ ใช้นิ้วโป้ง ชี้ ก้อยเป็นสามเส้า ขาตั้งถ้วย พับงอนิ้วกลาง นาง มาเป็นฟืนแล้วเพ่งจนขี้ผึ้งในถ้วยละลาย บางครั้งท่านเผลอเพ่งนานไปหน่อยถ้วยแตกกระจายเป็นอันว่าต้องทำใหม่

สะเดาะห์กุญแจ ในช่วงหลังมานี้หลวงปู่เริ่มเกิดอาการหลงลืมบ้างตามวัย ท่านทำลูกกุญแจหายบ่อย  แต่ทุกครั้งท่านก็เปิดเข้าห้องได้ไม่รู้ท่านทำอย่างไร  มีคนเคยแอบดูบอกว่าท่านเป่าแม่กุญแจกระเด้งเลย

เลี้ยงสัตว์ประหลาด กุฏิหลวงปู่ที่ วัดดอยแก้ว มีสัตว์ประหลาดที่ท่านเลี้ยงไว้เช่นจิ้งจก (จั๊กกิ้ม) คางคก ตุ๊กแก (ตั๊กโตว) อ่านแล้วอาจจะรู้สึกพิกลแต่เป็นความจริง สัตว์เหล่านี้เวลาหลวงปู่ไม่อยู่มันจะหายไป แต่พอหลวงปู่กลับมา มันจะมาอยู่ให้เห็นอีกทันที ที่แปลกที่สุดคือพวกมันไม่รู้จักตายจากไป  สอบถามลูกศิษย์ที่เฝ้ากุฏิอยู่บอกเห็นมานานนับสิบปีแล้ว เขาว่าเป็นหุ่นพยนต์ที่ท่านผูกขึ้น  พิจราณาไปมาก็น่าจะจริงเพราะหลวงปู่มีวิชาจิ้งจก ที่แปลกไม่เหมือนใคร คาถาพิสดารเหลือเกิน ต้องใช้ไม้เป้าด้วย

เพ่งเหรียญรุ่นแรกละลาย พระลูกศิษย์เข้าไปเก็บของ ในห้องของหลวงปู่  แล้วท่านบังเอิญแอบเห็นเหรียญรุ่นแรกที่หลวงปู่ฯเสกไว้ละลาย ติดกับถุงพลาสติก  เลยหยิบไปขายโยม ๑๐๐ บาท โดยนึกว่าหลวงปู่ไม่รู้ ที่ไหนได้พอกลับเข้าวัดเท่านั้นหล่ะ ถูกท่านยึดปัจจัยไปทำบุญและสั่งให้เข้ากรรม ๗ วัน พร้อมกับกำชับห้ามพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง แต่พระองค์นี้ท่านก็อดเล่าไม่ได้ท่านบอกว่ามันตื่นเต้นที่ได้พบเห็นอำนาจจิต ขนาดนี้

รู้วาระปาฏิหารย์ ในคืนหนึ่งเวลา ราว ๒ ทุ่มหลวงปู่นั่งชมสัตว์เลี้ยงประหลาดหน้ากุฏิของท่าน อยู่ๆท่านก็ออกคำสั่งให้ลูกศิษย์นำรถไปวัดพระธาตุศรีจอมทอง ลูกศิษย์ถามว่าดึกป่านนี้ วัดก็ปิดแล้วจะไปทำไม ท่านก็ไม่ตอบ พอถามท่านหลายๆครั้งท่านก็บอกว่าเอากล้องไปด้วย  พอไปถึงตำรวจป้อมยามหน้าวัดพระธาตุ  พระเณรเจ้าหน้าที่วัดก็วิ่งมาเปิดประตูกันให้วุ่นไปหมด  ราวกับหลวงปู่ฯเป็นเจ้าพ่อสิงห์โต พอประตูเปิดแล้วหลวงปู่ก็นำหน้าเข้าไปยังพระธาตุแล้วสั่งให้ลูกศิษย์ถ่ายรูป พระธาตุประเดี๋ยวนั้น  ทันทีที่ภาพปรากฏบนจอกล้องดิจิตอล ก็เห็นรังสีพุทธคุณเต็มภาพเลย  เสร็จแล้วท่านก็สั่งให้ถ่ายรูปกระดานเขียนผ้าบริจาคห่มพระธาตุให้เอามาทำที่ อยุธยา

หยุดรถไฟ ศิษย์รุ่นเก่าๆของท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่จะลงมากรุงเทพ  แต่ไปขึ้นรถไฟที่สถานีไม่ทัน  ลูกศิษย์ที่ไปส่งจะเบนเข็มมาขึ้นรถ บขส. แต่หลวงปู่บอกให้ไปที่สถานีรถไฟ หลวงปู่บอกว่าทัน เมื่อไปถึงสถานีปรากฏว่ารถไฟขบวนนั้นเกิดขัดข้องไปไม่ได้กระทั่งหลวงปู่ขึ้น ไปแล้วรถไฟจึงแก้ไขเสร็จ ราวกับว่าหลวงปู่หยุดรถไฟไว้ เพราะคงไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่ๆ เนื่องจากตอนหลวงปู่บอกว่าทันแล้วท่านก็นั่งชักประคำตลอดทางจนถึงสถานีรถไฟ

โทรจิต ตั้งแต่หลวงปู่สิงห์โตท่านไปรู้จักกับ หลวงปู่ครูบาครอง ปรากฏว่ามีหลายครั้งที่หลวงปู่ทั้งสองพบกันแล้วคุยกันต่อเนื่องได้ ในเรื่อง ที่ไม่มีใครเริ่มหัวเรื่องมาก่อน พอลูกศิษย์เห็นพิรุธก็เริ่มสังเกตุดูพบว่า บางครั้งท่านเหมือนเข้าสมาธิคุยกันแต่ไม่รู้คุยกับใคร ทาง ครูบาครอง ก็เช่นกันท่านรู้หลายอย่างล่วงหน้าราวกับ ว่าคุยกับหลวงปู่สิงห์โตมาก่อนทั้งที่หลวงปู่ทั้งสองไม่เคยคุยโทรศัพท์กันเลย

ไล่ผีทางไกล ตอนที่หลวงปู่มาอยู่อยุธยา มีชาวบ้านหลังวัดพนัญเชิง เข้ามากราบเรียนว่าที่บ้านมีผีที่เกิดจากหมออาคมแถวบ้านผูกไม่อยู่ ทำหลุดมาสิงสู่อยู่บ้านตนทำให้เดือดร้อนไปหมด คนในบ้านป่วย มีอาการแบบโดนเข้า นอนไม่หลับวิญญาณเดินไปมาวูบวาบ  นิมนต์พระไปปราบหลายรูปแล้วแต่พระโดนมันเล่นงานจนแย่ทุกองค์ จนไปเจอพระเกจิองค์หนึ่ง ท่านแนะนำให้มาหาหลวงปู่สิงห์โต เลยจะขอนิมนต์หลวงปู่ฯ ไปช่วยที่บ้าน พอหลวงปู่สิงห์โตพิจราณาเรื่องสักคู่ก็นั่งหลับตาชักประคำสักพักใหญ่พอท่าน ลืมตาขึ้นมา ท่านก็บอกว่าไม่มีอะไรแล้วให้กลับบ้านได้  พอกลับไปถึงบ้านพบชิ้นหน้าผากกระโหลกมนุษย์ตกอยู่กลางบ้าน จึงเอาไปบังสกุลไว้วัดตั้งแต่นั้นก็ไม่พบวิญญาณผีตนนั้นอีก

ย่นระยะทาง คนขับสามล้อ และชาวตลาดอ.จอมทองทุกคนรู้จักหลวงปู่ดี  เพราะทุกเช้าหลวงปู่จะไปบิณฑบาตองค์เดียวโดย ไม่มีพระ  และศิษย์ฆราวาสติดตาม (ท่านไม่ให้ตาม) พอมีคนใส่บาตรจนท่านถือไม่ไหว  ท่านจะรวมกองไว้ ให้พวกสามล้อที่นับถือท่านขนไปให้ที่วัด แต่เกือบทุกครั้งที่หลวงปู่เดินบิณฑบาตรกลับถึงวัดก่อนสามล้อเสมอ  เป็นไปได้อย่างไรที่พระอายุ ๙๐ เดินเร็วกว่าสามล้อ ถ้าไม่ใช่ย่นระยะทาง  พวกคนขับสามล้อกล่าว

เป็นผู้ให้โชคลาภ ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายชอบมานั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่างเห็นตรงกันว่า ครั้งใดที่มากราบหลวงปู่กลับไปมักจะโชคดีมีลาภ ยิ่งหากได้อธิษฐานขณะหลวงปู่ครอบหัวบรมครูปู่ฤๅษี ๑๐๘ ด้วยแล้ว ยิ่งสัมฤทธิ์ผลไว   อย่างอาฉี (คุณ นิเวศน์  หอมคำมา) เจ้าของสถานีวิทยุดอยแดน มาครอบหัวบรมครูปู่ฤๅษี และขอรับพระธาตุจากหลวงปู่ฯไปประดิษฐาน ณ วัดดอยแดน จำนวน ๑๖ องค์ เมื่อ วันที่ ๑๑ พค. ๒๕๕๒ พอกลับไปขยายรูปพิมพ์วันที่ไว้ชัดเจนติดโชว์ในบ้าน  แขกไปใครมาเห็นเลขเอาไปซื้อกันทั่ว ปรากฏว่างวดนั้นออกเต็มๆ ๑๑  และงวดถัดไปออก ๖๑ ชาวดอยแดนรวยๆๆกันทั่วหน้า และอีกเรื่องที่พบประจำคือ ใครที่เอาธนบัตรขวัญถุงของหลวงปู่ใส่กระเป๋าสตางค์ก็มักจะรู้สึกว่าเงินทอง ไหลเข้ามากกว่าเดิม ราวกับว่าธนบัตรขวัญถุงเป็นสื่อโภคทรัพย์


ช่วยให้ลูกศิษย์ร่ำรวยชีวิตดีขึ้น   คุณโชคชัย รัมวุฒิชัย ผู้จัดการขายประกันวินาศภัย บจม.กรุงเทพประกันภัย ลูกศิษย์ที่มากราบบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่ในช่วงยุคแรกๆ  เมื่อเดือน เม.ย.และได้ครอบหัวบรมครูปู่ฤๅษี ๑๐๘ ไป ปรากฏว่าชีวิตดีขึ้นอย่างทันตาเห็น ขายประกันได้ คอมมิสชั่นเป็นแสนๆ ปัจจุบันไม่ต้องออกไปหาลูกค้าแล้วแต่กลับเป็นลูกค้ามาหาเอง บ้างก็มาจากการแนะนำขอลูกค้าเก่าที่ผ่านมาลงทุนเปิดฟิตเนสคลับในหมู่บ้าน คนไม่ค่อยเห็นไม่ค่อยทราบ แต่อยู่ๆห้างสรรพสินค้าแอมโปรเปิดใหม่ก็มาชวนให้ย้าย ไปเปิดในห้างโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์นิดหน่อย อะไรจะเฮงขนาดนั้น ตอนนี้คุณโชคชัย  เลยวางแผนจะถอยแคมรี่ใหม่เอาไว้อาสามารับหลวงปู่ฯไปงาน ส่วนวันนี้มาบูชาวัตถุมงคลหลายอย่างรวมทั้งจิ้งจกตัวเล็กพร้อมกับจองตัวครู และนิมนต์หลวงปู่ไปเปิดฟิตเนสคลับบนห้างตอนสิ้นเดือน (ปกติเอาโจ๊กมาถวายหลวงปู่บ่อยๆ แต่ผมลืมถ่ายรูปเขามายืนยันทุกที วันนี้นึกได้พอดี) ประสบการณ์ในวัตถุมงคลของหลวงปู่ ของจริงมีตัวตนทั้งนั้นครับ มิได้อ้างลอยๆ โทรถามได้เลยลูกศิษย์ทุกคนพร้อมจะบอกเล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจครับ


วัตถุมงคล และประสบการณ์เหนือธรรมชาติ

เหรียญรุ่นแรก หลวงปู่ฯ จัดสร้างเมื่อปลาย พ.ศ.๒๕๔๘ เตรียมต้อนรับอายุ ๘๗ ปีของท่าน  ขณะนั้นหลวงปู่อยู่ วัดดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่  สร้างจำนวน ๑๐,๐๐๐ เหรียญ เป็นเนื้อทองแดงกะหลั่ยสีเงิน ทอง นาค อย่างละเท่าๆกัน  จากนั้นท่านได้ทำการแจกไปเรื่อยๆ โดยแจกทีละสีจนกระทั่งเหรียญค่อยๆหมดลง คงเหลือเหรียญสีเงินประมาณ ๓๐๐ เหรียญ  และสีนาคประมาณ ๑,๐๐๐เหรียญ เศษที่บรรจุในหีบหน้าหิ้งพระที่ท่านทำวัตรสวดมนต์ปลุกเสกมาเป็น เวลา ๓ ปี หลวงปู่ได้ให้คณะศิษย์เปิดหีบ และนำมาตอกโค๊ด ส ย่อมาจากสิงห์โต และเลข ๙ ย่อมาจาก ๙๐ ปีตามอายุปัจจุบันขณะเปิดหีบ แล้วนำออกให้บูชาที่วัดอโยธยาเหรียญละ ๒๔๙ บาท ปรากฏว่าเหรียญชุดเสก ๓ ไตรมาสนี้มีประสพการณ์มากมายกว่าเหรียญที่แจกไปทีแรกนัก อาจเป็นเพราะว่าการเสกที่ยาวนานหรือปล่าวไม่ทราบ  มีทั้งรถเครื่องล้ม รถปิคอัพคว่ำ  ถูกเหนี่ยวแต่ไม่ออก  ถูกหวยเพราะเห็นเลขจากหลังเหรียญ (รอยเหรียญถูกันขณะอยู่ในถุงรวม)  คนถูกผีสิงเอาเหรียญคล้องแล้วผีออก เด็กวัยรุ่นกำเหรียญกระโดดตึกสองชั้นหนีคู่อริที่พาพวกมารุมทำร้ายแต่ไม่เป็นอะไร  คนงานถูกใบพัดเครื่องจักรฟันมือ ไม่แตกไม่หัก ป่วยไปฉีดยาหมอแทงจนเข็มงอ  ต้องถอดพระออกจึงแทงเข้า


(เพิ่มเติม) 

พระครูสีหธรรมจารี (ครูบาสิงโต) เจ้าอาวาสวัดดอยแก้ว ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ท่านมาจำพรรษาที่ วัดทุ่งเศรษฐี (ราม 2) เมื่อพรรษาที่ผ่านมา โดยมีท่านเจ้าคุณพระพิศาลพัฒนาทร หรือหลวงพ่อเณร ญาณวินโย เป็นเจ้าอาวาส

เดิมหลวงปู่ท่านมาช่วยสร้างวัด (ทะนุบำรุง ปฏิสังขรณ์) แถวอยุธยา แล้วตอนต้นปี 2553 ท่านได้ถามลูกศิษย์ท่านว่า " รู้จักหลวงพ่อเณรไหม วัดอยู่แถวบางนา บารมีท่านได้แล้วฉันจะไปอยู่กับท่าน" ลูกศิษย์ท่านบอกว่าพอรู้จักอยู่วัดนึงน่าจะใช่เลยพามาที่วัดทุ่งเศรษฐี (ราม2) พอเจอหน้าหลวงพ่อเณร หลวงปู่เอ่ยว่า" ใช่ๆองค์นี้แหละ" เมื่อสนทนากันสักพักหลวงปู่ท่านบอกกับหลวงพ่อเณรว่า "พรรษานี้จะมาจำพรรษาด้วยนะ" และท่านก็มาจำพรรษาและอยู่ต่อมา

มีประชาชนมากราบสักการะตลอด เมื่อถามท่านว่าจะกลับเชียงใหม่เมื่อไหร่ หลวงปู่จะตอบว่า "ไม่กลับไปแล้วอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ"
ท่านจะกลับไปวัดท่านเพื่อดูสิ่งก่อสร้างที่ค้างไว้หรือมีลูกศิษย์นิมนต์ไปครับ....


ขอขอบคุณ ข้อมูล
เครดิต : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=16841

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น